ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
เสียงโซ่กระทบประตูเหล็กดังลั่นไปทั่วอาคารเก่า
ลลินชะงักมือที่กำลังใช้คีมดัดก้านเงิน เส้นโลหะบางเฉียบหลุดจากปลายคีมกระเด็นตกลงบนพื้นไม้ เธอเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน กลิ่นโลหะร้อนกับน้ำยาขัดเงายังอวลอยู่ในอากาศ แต่เสียงตะโกนจากด้านหน้าทำให้ทุกอย่างในสตูดิโอเงียบกริบ
“ตามคำสั่งศาล เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์เข้าตรวจสอบและยึดทรัพย์สินภายในอาคารหลังนี้ครับ!”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” ลลินวางคีมลงแล้วคว้าผ้ากันเปื้อนออกจากตัว “ฉันกำลังออกไป”
เธอวิ่งผ่านชั้นวางเครื่องประดับที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง ต่างหูเงินหลายสิบคู่สะท้อนแสงแดดสีซีดจากหน้าต่างบานสูง ผนังอิฐเก่ามีรอยแตกร้าวพาดผ่านกรอบรูปของแม่—หญิงสาวในชุดช่างเครื่องประดับที่กำลังยิ้มให้กล้องด้วยแววตาสดใส
ลลินผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไปด้านหน้า
ชายสามคนในเครื่องแบบยืนอยู่หน้ารั้วเหล็ก เจ้าหน้าที่ศาลถือแฟ้มเอกสารสีเทา ส่วนชายในสูทน้ำเงินเข้มที่ยืนถัดออกไปกำลังชี้นิ้วให้คนงานถ่ายภาพป้ายชื่อสตูดิโอ
“คุณเป็นเจ้าของอาคารหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ถาม
“ฉันเป็นผู้ดูแลค่ะ” ลลินก้าวลงจากบันไดหิน “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมถึงมีคำสั่งยึดทรัพย์โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า”
เจ้าหน้าที่เปิดแฟ้ม หยิบเอกสารหลายแผ่นออกมาอย่างใจเย็น
“มีการแจ้งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนของลูกหนี้แล้วครับ”
“ที่อยู่ตามทะเบียนคือบ้านเก่าของพ่อ ซึ่งไม่มีใครอยู่ตั้งแต่พ่อเสียชีวิต” ลลินยื่นมือไปทางเอกสาร “ฉันไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งฉบับนี้”
ชายในสูทน้ำเงินหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เคยได้รับ…หรือไม่ยอมรับกันแน่ครับ คุณลลิน”
ลลินหันขวับไปมอง ใบหน้าของชายคนนั้นคุ้นตา เขาคือวสันต์ ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทสินทรัพย์วรากร เจ้าหนี้รายใหญ่ที่เข้ามาทวงหนี้แทนธนาคารเมื่อสามเดือนก่อน
“คุณวสันต์ ที่นี่ไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทคุณ”
“แต่เป็นหลักประกันเงินกู้ของคุณวรางกูรผู้ล่วงลับ” วสันต์ยกแฟ้มเอกสารขึ้นเคาะฝ่ามือ “พอผู้กู้เสียชีวิต แล้วไม่มีการชำระหนี้ตามกำหนด เจ้าหนี้ก็มีสิทธิ์ดำเนินการตามกฎหมายครับ”
“พ่อฉันไม่ได้จำนองอาคารนี้”
วสันต์ปรายตามองเอกสารในมือ ก่อนเลื่อนสายตากลับมายังเธอ
“เอกสารระบุไว้ชัดเจน”
“ขอดูต้นฉบับ”
“คุณจะดูไปก็เท่านั้น หนี้กว่าสิบแปดล้านไม่ได้หายไปเพราะคุณทำหน้าสงสัยหรอกครับ”
ลลินกำมือแน่น
“ฉันถามหาต้นฉบับ” เธอเน้นทีละคำ “ไม่ได้ถามว่าหนี้จะหายไปไหม”
รอยยิ้มของวสันต์จางลงเล็กน้อย เขาหันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่
“เริ่มตรวจได้เลยครับ”
คนงานสองคนก้าวผ่านรั้วเข้ามา รองเท้าหนักกระแทกพื้นหินหน้าสตูดิโอ ลลินรีบขวางทาง
“ห้ามเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ”
เจ้าหน้าที่ชูเอกสารขึ้นตรงหน้า
“นี่คือคำสั่งศาลครับ ถ้าคุณขัดขวาง…ทางเราจำเป็นต้องบันทึกไว้ว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงาน”
ถ้อยคำสุภาพ แต่ทำให้ลลินต้องถอยออกมาครึ่งก้าว
คนงานเดินเข้าไปในสตูดิโอ กล่องเครื่องมือถูกยกออกจากชั้น โต๊ะไม้ตัวเก่าที่แม่เคยใช้วาดแบบถูกถ่ายรูปทุกมุม เสียงเปิดลิ้นชักดังต่อเนื่อง ราวกับมีใครกำลังรื้อความทรงจำของเธอออกมาโยนไว้บนพื้น
“ระวังหน่อยค่ะ!” ลลินพุ่งเข้าไปประคองกล่องไม้ใบหนึ่ง ก่อนมันจะหล่นจากมือคนงาน “ของข้างในเป็นอัญมณี”
“ถ้าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ ก็ต้องตรวจสอบทั้งหมดครับ”
“นี่เป็นวัตถุดิบที่ฉันซื้อด้วยเงินตัวเอง ไม่ใช่ของพ่อ”
“คุณมีหลักฐานไหมล่ะครับ”
คำถามนั้นค้างอยู่กลางอากาศ
ลลินเหลือบมองใบเสร็จจำนวนมากที่ซุกอยู่ในแฟ้มบัญชี เธอมีหลักฐาน แต่เอกสารส่วนใหญ่ยังอยู่ในห้องทำงานชั้นสอง และบัญชีบางส่วนถูกพ่อเก็บแยกไว้ก่อนเสียชีวิต
พ่อบอกเสมอว่าอย่าเอาเอกสารธุรกิจไปปะปนกับบัญชีส่วนตัว
ตอนนั้นเธอคิดว่าเป็นเพียงนิสัยรอบคอบของคนทำธุรกิจ
ตอนนี้ความคิดนั้นกำลังกัดกินข้อเท้าของเธอทีละน้อย
“ผมให้เวลาคุณจนถึงห้าโมงเย็น” วสันต์กล่าว “ถ้ายังหาเงินมาปิดบัญชีไม่ได้ อาคารนี้จะถูกนำออกประมูล”
“วันนี้?”
“ครับ วันนี้”
“แต่คุณเพิ่งเข้ามาที่นี่ตอนบ่ายสาม”
วสันต์ยกไหล่เล็กน้อย
“คำสั่งระบุไว้แบบนั้น”
“คุณจะให้ฉันหาเงินสิบแปดล้านภายในสองชั่วโมง?”
“กฎหมายไม่ได้เพิ่มเวลาให้เพราะคุณยังเตรียมตัวไม่ทันครับ”
ลลินช้อนสายตาขึ้นมองเขา ต้นคอร้อนผ่าวจนได้ยินเสียงชีพจรเต้นอยู่ข้างหู
“ถ้าฉันยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ล่ะ”
วสันต์ใช้นิ้วเคาะแฟ้มช้า ๆ
“คุณต้องมีหลักฐานว่าการจำนองเป็นโมฆะ หรือไม่ก็มีการปลอมแปลงเอกสาร”
“แล้วถ้าฉันมีล่ะ”
“คุณมีหรือครับ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังขึ้น แต่สายตากลับกดทับเธออย่างจงใจ
“เพราะจากที่ผมเห็น…” วสันต์เปิดเอกสารหน้าหนึ่ง “ลายเซ็นของคุณวรางกูรครบถ้วนทุกหน้า”
ลลินหันไปมองกรอบรูปของพ่อที่แขวนอยู่ข้างประตู
ชายวัยหกสิบในภาพกำลังยืนอยู่หน้าสตูดิโอแห่งนี้ มือข้างหนึ่งวางบนไหล่เธอ อีกข้างถือแหวนวงเล็กที่เพิ่งทำเสร็จ ใต้ภาพมีลายมือของแม่เขียนเอาไว้ว่า
วรางกูรสตูดิโอ—ที่ที่ความทรงจำจะถูกเก็บไว้ในรูปของเครื่องประดับ
พ่อไม่เคยพูดเรื่องจำนองอาคารนี้กับเธอ
ไม่เคยบอกว่าหนี้เพิ่มขึ้นถึงสิบแปดล้าน
และไม่เคยบอกว่าเหตุใดก่อนเสียชีวิตจึงย้ำเพียงว่า อย่าไว้ใจคนจากตระกูลอัครเมธากุล
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในกระเป๋ากางเกง
ลลินกดรับโดยไม่ละสายตาจากคนงานที่กำลังรื้อชั้นวางของ
“พี่ลิน…ฉันเห็นคนแชร์รูปหน้าสตูดิโอเต็มเลย” เสียงมินตราร้อนรนลอดสาย “เกิดอะไรขึ้น”
“เจ้าหนี้มายึดอาคาร”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
“อะไรนะ แล้วหนังสือแจ้ง—”
“ฉันไม่ได้รับ”
“ส่งรูปคำสั่งศาลมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มินตราพูดเร็วขึ้น “ฉันจะตรวจว่ามีช่องโหว่ตรงไหน อย่าเพิ่งเซ็นเอกสารอะไร อย่าให้ข้อมูลเพิ่ม แล้วถ้าเขาจะ—”
“มิน ฉันมีเวลาถึงห้าโมง”
“รู้แล้ว ฉันกำลังออกจากสำนักงาน”
“อย่าเพิ่งมา”
“ลลิน”
“ถ้าเธอมาถึงก่อน ฉันอาจไม่มีเงินจ่ายค่าทางด่วนให้ด้วยซ้ำ”
เธอพยายามหัวเราะ แต่เสียงที่ออกมากลับแห้งผาก
มินตราสบถเบา ๆ
“อย่างน้อยส่งเอกสารมาให้ฉันอ่านก่อน อย่ารับปากอะไรทั้งนั้น”
“อืม”
“แล้วก็ห้ามพูดว่าไม่เป็นไร”
ลลินเงียบไป
“เธอกำลังจะพูดใช่ไหม” มินตราถาม
“ไม่เป็นไร”
“ลลิน!”
ลลินกดตัดสายก่อนที่เสียงบ่นของเพื่อนจะดังไปมากกว่านั้น
หญิงสาวก้มมองโทรศัพท์ในมือ หน้าจอสะท้อนใบหน้าของตัวเองที่ซีดลงทุกที เงินในบัญชีเหลือไม่ถึงสามแสน คำสั่งซื้อชุดใหม่จากลูกค้ารายใหญ่ยังไม่จ่ายมัดจำ และเครื่องประดับทั้งหมดในสตูดิโอรวมกันยังไม่พอชำระดอกเบี้ยของหนี้ก้อนนี้ด้วยซ้ำ
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นริมถนน
รถซีดานสีดำคันหนึ่งหยุดหน้ารั้วอาคาร ประตูด้านหลังเปิดออก ชายหนุ่มร่างสูงก้าวลงมาจากรถในชุดสูทสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบไม่มีรอยยับ นาฬิกาเรือนเดียวบนข้อมือสะท้อนแสงแดดวาบหนึ่งก่อนถูกปลายแขนเสื้อบดบัง
เขาไม่รีบร้อน
แต่ทุกคนรอบตัวกลับหยุดมือโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
ชายหนุ่มเดินผ่านวสันต์ เจ้าหน้าที่ศาล และคนงานราวกับพื้นที่ตรงนั้นเป็นของเขาเอง ดวงตาสีเข้มกวาดมองรั้วที่ถูกเปิดค้าง ก่อนเลื่อนมาหยุดที่ลลิน
“คุณลลิน วรางกูร?”
น้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่ไม่มีความอบอุ่นปะปนอยู่แม้แต่น้อย
“คุณเป็นใคร”
ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที เขาเหลือบมองป้ายชื่อสตูดิโอเหนือศีรษะ แล้วจึงหันกลับมาสบตาเธอ
“ธาม อัครเมธากุล”
ชื่อเดียวทำให้ปลายนิ้วของลลินเย็นวาบ
เธอเคยได้ยินชื่อนี้จากพ่อหลายครั้ง บางครั้งในประโยคที่ขาดหาย บางครั้งในคืนที่พ่อปิดประตูห้องทำงานแล้วคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ตระกูลอัครเมธากุล
คนที่พ่อบอกว่าอย่าไว้ใจ
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
ธามปรายตามองกล่องเครื่องมือที่ถูกวางกองอยู่บนพื้น ก่อนตอบอย่างราบเรียบ
“มาช่วยคุณ”
ลลินเผลอหัวเราะออกมา
“ช่วย?”
“ครับ”
“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนตระกูลคุณ”
ธามไม่ได้โต้เถียง เขาเพียงเลื่อนสายตาไปยังเจ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจเอกสารบนชั้นวาง
“คุณมีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงกับสี่สิบเจ็ดนาที”
“ฉันรู้”
“ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะรู้ด้วยว่า การคัดค้านคำสั่งยึดทรัพย์วันนี้ไม่ทันช่วยให้อาคารนี้อยู่รอด”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังจะคัดค้าน”
“คุณถามหาต้นฉบับของเอกสาร”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ลลินก้าวเข้าไปใกล้
“คุณตามดูฉันอยู่หรือเปล่า”
นิ้วของธามเคาะต้นข้อมือซ้ายเบา ๆ หนึ่งครั้ง ตรงใต้แขนเสื้อมีรอยแผลเป็นสีจางพาดผ่านผิวหนัง
เขามองปลายนิ้วตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ผมศึกษาข้อมูลของคนที่กำลังจะทำธุรกิจกับผม”
“ฉันไม่เคยตกลงทำธุรกิจกับคุณ”
“ตอนนี้ยัง”
“แล้วคุณคิดว่าฉันจะเปลี่ยนใจเพราะคุณเดินเข้ามาตอนเจ้าหนี้กำลังขนของออกจากบ้านฉันหรือไง”
“ไม่ใช่เพราะผมเดินเข้ามา”
ธามหยิบซองเอกสารสีดำจากมือผู้ช่วยที่เพิ่งเดินตามลงจากรถ เขายื่นมันให้เธอโดยไม่ขยับเข้าใกล้
“เพราะข้อเสนอของผมแก้ปัญหาของคุณได้”
ลลินไม่รับซองนั้น
“ฉันไม่ขายสตูดิโอ”
“ผมไม่ได้ขอซื้อ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไร”
ธามเงียบไป สายตาเลื่อนไปยังกรอบรูปของแม่ที่อยู่ด้านหลังเธอ เขาไม่ได้มองนานนัก แต่ความเงียบนั้นนานพอให้ลลินรู้ว่าเขากำลังเลือกคำตอบ
“แต่งงานกับผม”
เสียงคนงานขยับลังด้านหลังยังดังอยู่ แต่สำหรับลลิน ทุกอย่างรอบตัวกลับเงียบลงในทันที
เธอจ้องหน้าเขา
“อะไรนะ”
“แต่งงานกับผมตามกฎหมายเป็นเวลาสิบสองเดือน” ธามพูดช้าลงเล็กน้อย “ผมจะชำระหนี้ทั้งหมดของครอบครัวคุณ คืนสิทธิ์ในอาคารนี้ให้ และจัดการไม่ให้เจ้าหนี้เข้ามายุ่งกับธุรกิจของคุณอีก”
ลลินมองซองเอกสารในมือเขา แล้วค่อยเงยหน้ากลับขึ้นมา
“แลกกับอะไร”
“การเป็นภรรยาของผม”
“แค่ในชื่อ?”
“ต่อหน้าครอบครัวและสื่อ คุณต้องทำหน้าที่ภรรยาของซีอีโอให้สมบูรณ์แบบ ส่วนเรื่องส่วนตัว เราจะกำหนดขอบเขตไว้ในสัญญา”
เธอแค่นหัวเราะ ทั้งที่ในอกเหมือนถูกใครใช้มือบีบ
“คุณนี่…พูดเหมือนกำลังจ้างคนมารับบทเลยนะคะ”
“ผมกำลังเสนอข้อตกลงที่ชัดเจน”
“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน”
ธามไม่ได้ตอบทันที เขาเหลือบมองมือของเธอที่มีรอยแผลเล็ก ๆ จากการทำงาน ก่อนกลับมาสบตา
“คุณไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจ ไม่ได้มีประวัติเชื่อมโยงกับผู้ถือหุ้น และ—”
“หยุดก่อนค่ะ” ลลินยกมือขึ้น “คุณตรวจสอบฉันละเอียดขนาดไหน ถึงรู้ว่าฉันเหมาะจะเอาไปวางข้างตัวคุณ”
“ละเอียดพอ”
“คำตอบน่าประทับใจมาก”
ธามนิ่งไป
“คุณอยากได้คำตอบแบบไหน”
“คำตอบที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ช่องว่างในพินัยกรรมของใคร”
ดวงตาของธามหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ลลินจับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ จึงไม่ยอมปล่อย
“นี่เกี่ยวกับพินัยกรรมของย่าคุณใช่ไหม”
นิ้วของเขาหยุดเคาะข้อมือ
ธามก้มมองเอกสารในมือ ไม่ได้ตอบคำถามนั้น
“คุณมีเวลาจนถึงห้าโมงเย็น”
“ฉันถามว่าเกี่ยวกับพินัยกรรมของย่าคุณหรือเปล่า”
“ถ้าคุณปฏิเสธ ข้อเสนอนี้จะไม่มีอยู่พรุ่งนี้”
“คุณขู่ฉัน?”
“ผมกำลังแจ้งกำหนดเวลา”
“มันต่างกันตรงไหน”
ธามทอดสายตาไปยังประตูเหล็กที่มีเจ้าหน้าที่กำลังตรวจตราอยู่
“ตรงที่ผมไม่ได้บังคับให้คุณรับ”
คำพูดนั้นทำให้ลลินนิ่งไป
ธามไม่ได้ขึ้นเสียง ไม่ได้เข้ามากดดันหรือใช้ท่าทีคุกคาม เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความสงบที่น่าหงุดหงิด ขณะที่ชีวิตของเธอกำลังถูกถอดชิ้นส่วนออกจากกันต่อหน้าต่อตา
คนงานยกกล่องไม้ของแม่ออกมาจากด้านใน
“กล่องนี้เอาไปด้วยไหมครับ”
ลลินหันขวับ
“วางลงนะคะ!”
คนงานชะงัก เจ้าหน้าที่ศาลหันมามอง
ธามเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มระดับเสียง
“ทุกคนออกไปรอด้านนอกก่อน”
วสันต์ขมวดคิ้ว
“คุณธาม นี่เป็นการปฏิบัติงานตามคำสั่งศาล—”
“ผมไม่ได้ขัดขวาง” ธามตัดบท “แต่ถ้าคุณต้องการให้บริษัทอัครเมธากรุ๊ปเข้าซื้อหนี้ก้อนนี้ คุณควรหยุดเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไว้ก่อน จนกว่าผมจะตรวจเอกสารครบ”
วสันต์หน้าตึงไปทันที
“คุณจะซื้อหนี้ของเธอ?”
ธามหันไปมองเขา
“ผมจะชำระมัน”
ความเงียบแผ่ลงบนลานหน้าสตูดิโอ
ลลินหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้า เขาไม่ได้มองเธอด้วยความสงสาร ไม่มีคำปลอบใจ ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เขาเพียงยื่นซองเอกสารมาให้เหมือนยื่นข้อเสนอทางธุรกิจทั่วไป
“ทำไมต้องช่วยฉัน” เธอถามเสียงเบาลง
ธามก้มมองข้อมือซ้ายของตัวเองเพียงชั่วครู่ ก่อนซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อ
“เพราะผมต้องการภรรยา”
“คุณมีผู้หญิงมากมายที่พร้อมแต่งงานกับคุณ”
“ผมไม่ได้ต้องการคนที่พร้อมแต่งงานกับเงินของผม”
ลลินเม้มริมฝีปาก
“แล้วคุณคิดว่าฉันไม่พร้อมหรือคะ”
“คุณกำลังจะเสียบ้านที่มีความหมายกับคุณที่สุด แต่ยังยืนเถียงเรื่องเอกสารทุกแผ่นแทนที่จะร้องขอให้ใครช่วย” ธามทอดสายตามองเธอ “คนแบบคุณไม่ยอมแต่งงานเพราะเงินง่าย ๆ”
“ฟังดูเหมือนคำชม”
“ผมไม่ได้ชม”
“คุณนี่น่าประทับใจจริง ๆ”
“ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น”
คำตอบหน้าตายทำให้ลลินหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความขบขันอยู่ในเสียง
ธามยื่นซองเอกสารมาอีกครั้ง คราวนี้ลลินรับไว้ในที่สุด น้ำหนักของกระดาษไม่มาก แต่กลับกดทับฝ่ามือเธอจนต้องกำแน่น
“สัญญาอยู่ข้างใน” ธามกล่าว “อ่านให้ละเอียด ถ้าคุณมีทนายก็ให้ทนายตรวจ”
“ฉันมีมินตรา”
“ผมรู้”
ลลินเงยหน้าขึ้นทันที
“คุณรู้จักเพื่อนฉันด้วย?”
ธามเหลือบมองผู้ช่วยที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนหันกลับมา
“ผมรู้ข้อมูลที่จำเป็น”
“คุณพูดคำนี้บ่อยมากนะคะ”
“เพราะมันเป็นความจริง”
“แล้วข้อมูลที่ไม่จำเป็นล่ะคะ คุณรู้ไปถึงไหนแล้ว”
ธามไม่ตอบ เขาเพียงมองซองเอกสารในมือเธอ
“คุณควรรีบอ่าน”
ลลินกดซองเอกสารแนบอก
“ถ้าฉันเซ็น คุณจะจ่ายหนี้ทั้งหมดภายในวันนี้?”
ธามมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แสงแดดสะท้อนบนหน้าปัดนาฬิกา ก่อนเจ้าตัวจะตอบ
“ผมจะโอนเงินทันทีที่สัญญามีผลตามกฎหมาย”
“และอาคารนี้จะไม่ถูกยึด”
“ใช่”
“สตูดิโอของฉันยังเป็นของฉัน”
“ใช่”
“คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งกับงานของฉัน”
“ตราบใดที่งานของคุณไม่ทำให้ชื่อเสียงของผมเสียหาย”
ลลินหรี่ตามอง
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ทำให้ฉันสบายใจเลย”
“ผมไม่ได้เสนอความสบายใจ”
“แน่นอน คุณเสนอ…สัญญา”
“คุณยังไม่ได้ตกลง”
“ฉันรู้ค่ะ”
ธามหันหลังกลับไปทางรถ ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่เริ่มอ่อนลง
“ผมจะรอคำตอบถึงห้าโมง”
ลลินมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังเดินห่างออกไป แล้วก้มมองซองเอกสารในมืออีกครั้ง
ตรงมุมซองมีตราประทับสีเงินของอัครเมธากรุ๊ป
ภายในนั้นอาจมีทางรอดของครอบครัวเธอ
หรือไม่ก็เป็นกรงที่หรูหราที่สุดในชีวิต
เจ้าหน้าที่ศาลเรียกให้คนงานหยุดการขนย้ายชั่วคราว วสันต์เดินตามธามไปที่รถพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด ประตูรถปิดลง เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปจากริมแม่น้ำ
ลลินยังยืนนิ่งอยู่หน้าสตูดิโอ
กระทั่งโทรศัพท์ในมือสั่นอีกครั้ง
ข้อความจากมินตราปรากฏบนหน้าจอ
มินตรา: ส่งเอกสารมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ อย่าเพิ่งเซ็นอะไรทั้งนั้น
ลลินเปิดซอง
หน้าแรกของสัญญาปรากฏขึ้นใต้แสงแดดสุดท้าย ลายเซ็นของธามอยู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว พร้อมตัวเลขเงินชำระหนี้ที่มากพอจะรักษาอาคารหลังนี้ไว้ได้ทั้งหลัง
เธอพลิกไปหน้าถัดไป
ข้อที่หนึ่ง—ระยะเวลาการสมรสสิบสองเดือน
ข้อที่สอง—การแสดงสถานะคู่สมรสต่อสาธารณะ
ข้อที่สาม—ห้ามฝ่ายใดก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย
ลลินหยุดที่บรรทัดสุดท้าย
ข้อที่สี่—ภรรยาตามสัญญาต้องย้ายเข้าอยู่ในบ้านของสามีภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังจดทะเบียนสมรส
เสียงประตูรั้วด้านหน้าถูกเจ้าหน้าที่คล้องโซ่กลับเข้าที่ดัง แกร๊ก
ลลินมองอาคารที่แม่ทิ้งไว้ให้ มองกล่องเครื่องมือบนพื้น แล้วเลื่อนสายตากลับไปยังชื่อของผู้ชายที่เพิ่งยื่นข้อเสนอให้เธอ
ปลายปากกาถูกยกขึ้นเหนือกระดาษ
แต่เธอยังไม่เซ็น
“ธาม อัครเมธากุล…” ลลินพึมพำ พลางใช้นิ้วโป้งลูบขอบแหวนเงินที่สวมอยู่ “คุณกำลังคิดจะเอาอะไรจากฉันกันแน่”